Uncategorized

     ๑๔. เราหลงเรียกการทำขวัญนาค และการทำพิธีต่างๆ ตลอดถึงการฉลองอะไรๆเหล่านั้น ว่าเป็นพุทธศาสนาแล้วก็นิยมทำกันอย่างยิ่ง จนหมดเปลืองทรัพย์ของตนหรือของคนอื่นเทาไรก็ไม่ว่า พุทะศาสนาใหม่ๆ อย่างนี้เกิดมีมากมายแทบจะทั่วไปทุกแห่ง ธรรมมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธีรีตองจนมิด เกิดมุ่งหมายผิดเป็นอย่างอื่นไป เช่นการบวชก็กลายเป็นเรื่องสำหรับแก้หน้าเด็กหนุ่มๆที่ถูกหาว่าเป็นคนดิบ หาเมียยากอะไรเหล่านี้เป็นต้น. ในบางถิ่นบางแห่ง ถือเป็นโอกาสสำหรับรวบรวมเงินที่มีผู้นำมาช่วย เป็นการหาทางร่ำรวยเสียคราวหนึ่ง ถึงอย่างนั้นเขาก็เรียกว่าพุทะศาสนา ใครไปตำหนิติเตียนเข้าก็จะถูกหาว่าไม่รู้จักพระพุทธศาสนา หรือทำลายศาสนา

 

๑๕. อีกเรื่องหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น กฐิน พระพุทธองค์รงมุ่งหมายจะให้ภิกษุทำจีวรเป็นด้วยตนองด้วยกันทุกรูป และให้พร้อมเพรียงกันทำด้วยมือของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าผ้าที่ช่วยกันทำนั้นมีผืนเดียวก็มอบเป็นกรรมสิทธิ์ของภิกษุองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นภิกษุซึ่งหมู่สงฆ์เห็นว่ามีคุณสมบัติสมควรที่จะใช้จีวรผืนนั้นได้หรือขาดแคลนผ้าจะใช้สอย ให้เป็นผู้ใช้สอยจีวรผืนนั้นได้ในนามของสงฆ์ทั้งหมด

 

๑๖. พระองค์ทรงมุ่งหมายจะให้พระทุกรูปหมดความถือเนื้อถือตัว ไม่ว่าจะเป้นพระผู้น้อย สมภารเจ้าวัดหรือผู้ใหญ่มีศักดิ์มีเกียรติอะไรก็ตาม ต้องลดตัวลงมาเป็นกุลีกันหมดในวันนั้นเพื่อจะมาระดมกันกะผ้าตัดผ้าเย็บผ้า ต้มแก่นไม้ทำสีย้อมผ้า และอะไรๆทุกสิ่งทุกอย่างที่จำให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันนั้น เพราะเป็นการรวบรวมเอาเศษผ้ามาต่อกันเป็นอย่างนั้น คือไม่ต้องไปเกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้กฐินกลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหราหาเงินเอิกเกริกเฮฮาสนุกสนาน พักผ่อนหย่อนใจโดยไม่ได้รับผลความมุ่งหมายอันแท้จริง แต่กลับใช้เวลามาก เปลืองเงินมากยุ่งยากมาก จนกลายเป็นโอกาสสำหรับทำสำมะเลเทเมา คือไปทอดกฐินเพ่อกินเหล้ากินปลาเล่นไพ่เฮฮากันอย่างสนุกสนานหรือไม่ก็มุ่งหน้าหาเงินกันเท่านั้น

๑๐. ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พุทธศาสนาคือวิธีปฏิบัติ เพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์ โดยการทำให้รู้ความจริงว่า อะไรเป็นอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำได้ก่อนและได้ทรงสอนไว้, แต่คัมภีร์ทางศาสนานั้นย่อมไม่มีอะไรๆเพิ่มขึ้นได้ ทุกโอกาสที่คนชั้นหลังเขาจะเพิ่มเติมลงไป พระไตรปิฎกของเราก็ตกอยู่ฐานะอย่างเดียวกัน คนชั้นหลังๆเพิ่มเติมข้อความเข้าไปตามที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับยุคนั้นๆ เพื่อจะช่วยให้คนมีศรัทธามากขึ้นๆหรือกลัวบาปรักบุญมากขึ้น ซึ่งมักจะมากเกินขอบเขตจนกระทั่งเกิดการเมาบุญกันใหญ่

 

๑๑. แม้แต่พิธีรีตองต่างๆ ที่เพิ่งจะขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเพียงเล็กๆน้อยๆ ก็พลอยพูดนับเข้าเป็นพุทธศาสนาไปด้วยอย่างน่าสมเพช เช่น การจัดสำรับคาวหวานผลหมากรากไม้เพื่อเซ่นวิญญาณของพระพุทธเจ้าอย่างที่เรียกว่าถวายข้าวพระเป็นต้น. มันเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ตามหลักของพระพุทธศาสนา แต่พุทธบริษับางพวกเข้าใจว่านี่เป็นพระพุทธศาสนา และได้สอนกันถือกันอย่างเคร่งครัด

 

๑๒. พิธีรีตองต่างๆ ทำนองนี้ ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมากมายจนหุ้มห่อองจริง หรือความมุ่งหมายเดิมให้สาบสูญไป ขอยกตัวอย่างเช่นในเรื่อง การบวชนาค ก็เกิดมีพิธีทั้งที่วัดและที่บ้าน บวชไม่กี่วันก็ศึกออกมา แล้วกลายเป็นคนเกลียดวัดยิ่งไปกว่าเดิมก็มี. นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า สิ่งไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลก็ได้มีขึ้น

 

๑๓. การบวชสมัยพระพุทธเจ้า นั้นหมายความว่าบุคคลใดที่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้ว ก็ปลีกตัวจากบ้านเรือนเป็นคนที่ทางบ้านตัดบัญชีทิ้งได้ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ โอกาสเหมาะสมเมื่อไรท่านก็บวชให้  โดยมิได้พบหน้าบิกามารดาญาติพี่น้องเลย จนตลอดชีวิตก็ยังมี แม้บางรายอาจจะกลับมาเยี่ยมบิดามารดาบ้างก็ต่อโอกาสหลังซึ่งเมาะสม แต่ก็มีน้อยเหลือเกินในพุทธศาสนามีระเบียบว่ามาบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุสมควร

พุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน

๕.  โดยเหตุผลที่ยังมีคนมีความทุกข์ทั้งที่ไดกราบไหว้บุช้าหรือทำพิธีรีตองต่างๆอยู่จงถือว่าไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ ฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาโดยละเอียดลออให้รู้ ให้เขาใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆให้ถูกต้อง

 

. พุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน หรือทำอย่างที่เรียกเยกวาเผื่อจะเป็นอย่างนั้นเผื่อจะเป็นอย่างนี้ เราจะทำไปตรงๆตามที่มองเห็นด้วยปัญหาของตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น แม้จะมีคนอื่นมาบอกให้ ก็ไมได้หมายความว่าจะต้องเชื่อเขาทันที เราจะต้องฟังและพิจารณาเห็นจริงว่าเป็นสิ่งที่เป็นไป แล้วจึงเชื่อ และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วยตัวเอง

 

๗. ศาสนาเหมือนกับของหลายเหลี่ยม ดูเหลี่ยมหนึ่งมันก็เป็นไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งมันก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่งแล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนวไหนก้จะเห็นตามศาสนาเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันได้ แม้พุทธศาสนาก็ตกอยู่ในลักษณะเช่นนี้

 

        ๘. คนเราย่อมเชื่อความคิดเห็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น ความจริงหรือสัจจะสำหรับคนหนึ่งๆนั้น มันอยู่ตรงที่ว่าเขาเข้าใจและมองเห็นเท่าไรเท่านั้นเอง สิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเราเข้าถึงปัญหาหนึ่งๆได้ตื้นลึกกว่ากัน หรือด้วยลักษณะที่ต่างกันและด้วยสติปัญญาที่ต่างกัน สิ่งใดที่อยู่เหนือสติปัญญาความรู้ความเข้าใจของตน หรือตนยังไม่เข้าใจ คนนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นความจริงของเขา ถ้าเขาจะพลอยว่าจริงไปตามผู้อื่นเข้าก็รู้สึกอยู่แก่ใจว่า ไม่เป้นความแท้จริงของเขาเลย

 

๙. ความจริงของหนึ่งๆนั้น จะเดินหน้าได้เสมอ ตามสติปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นทุกๆวัน จนกว่าจะถึงความจริงขั้นสุดท้าย คนเรีมการศึกษามาต่างกัน และมีหลักพิจารณาสำหรับจะเชื่อต่างๆกัน ฉะนั้น ถ้าจะเอาสติปัญญาที่ต่างันมาดูพุทธศาสนาก็จะกิดความคิดเห็นต่างันไป ทั้งนี้เพราะว่าพุทธศาสนาก้มีอะไรๆ ครบทึกอย่างที่จะให้คนดู

ความกลัวของคนชั้นหลังๆ

   

     ๑. ความกลัวของคนชั้นหลังๆ เลื่อนสูงขึ้นมาถึงกลัวความทุกข์ชนิดที่อำนาจทางวัตถุช่วยไม่ได้ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความหม่นหมองมืดมัว เพราะอำนาจของความอยาก ความโกรธ ความหลงผิด ถึงแม้เราจะมีอำนาจหรือเงินทองสักเท่าไร ก็ไม่สามารถระงับอาการอันโหดร้ายของความทุกข์เหล่านั้นได้ ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่เจริญด้วยนักคิด นักค้นคว้า ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย จึงได้ละทิ้งการไหว้บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาทำการค้นหาวิธีเอาชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเอาชนะความอยาก ความโกรธ ความหลงผิดให้ได้ ที่นับว่าเป็น บ่อเกิดของศาสนาที่สูงขึ้นไปในทางปัญญา ในที่สุดก็ได้พบวิธีที่จะเอาชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตายหรือเอาชนะกิเลสต่างๆ ได้

 

๒. สำหรับพระพุทธศาสนา ก็มีมูลมาจากความกลัวแบบหลังนี้เหมือนกัน พระพุทธเจ้า เป็นผู้ค้นพบวิธีที่จะเอาชนะสิ่งที่คนกลัวได้เต็มตามความประสงค์ และเกิดวิธีปฏิบัติเพื่อดับความทุกข์ชนิดที่เรียกได้ว่า พระพุทธศาสนา พุทธศาสนาแปลว่า ศาสนาของผู้รู้ เพราะ พุทธะ แปลว่าผู้รู้ คือความรู้จริงของสิ่งทั้งปวงได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา หรืออาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์และต้นเหตุของความทุกข์เหล่านั้น.

 

๓. การทำพิธีรีตอง เพื่อบูชาบวงสรวง อ้อนวอนบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา

๔. “ความรู้ ความฉลาด และความสามารถ ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์นั่นแหละ เป็นตัวฤกษ์ที่ดี อยู่ในตัวมันเองแล้ว ดวงดาวในท้องฟ้าจะทำอะไรได้ ประโยชน์ที่ควรจะได้ก็ผ่านพ้นไปแบบโง่ๆ ที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาวในท้องฟ้าไปเสียสิ้น” ดังนี้ และว่า “ถ้าน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคา ฯลฯ จำทำให้คนหมดบาปทุกข์ได้แล้ว พวกเต่า ปู ปลา หรือหอยที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหรือสระศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะหมดบาปหมดทุกข์ไปด้วยน้ำนั้นเหมือนกัน” หรือ “ถ้าหากว่าคนจะพ้นทุกข์ได้ด้วยการบวงสรวงบูชาอ้อนวอนเอา ๆ แล้ว ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครมีทุกข์เลยเพราะว่าใครๆต่างก็บูชาอ้อนวอนเป็น”

คุณค่าของศาสนาหรือธรรมะ เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษา คู่มือมนุษย์ และงานของท่านพุทธทาสภิกขุมาพอสมควรข้าพเจ้าจึงรู้ว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นอะไรก็บอกไม่ถูก แต่ก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน อยู่ 4 ประการ คือ รู้จักแต่เรื่องกลัว กินนอน เสพกาม และคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินตราและอุปกรณ์ให้ได้สิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาธรรมะ จึงทราบว่า ทรัพย์เป็นเพียงเครื่องนำมาซึ่งความปลื้มใจแบบชาวโลกเท่านั้น แต่ไม่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

       มนุษย์คือใคร มนุษย์คือผู้มีใจสูง ชนิดที่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้เขาผู้มีใจสูงก็เป็นผู้ชนะทุกข์ หรือปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราจะควรได้นั้นก็คือ ความไม่มีทุกข์โดยเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์นั่นเอง

       ท่านพุทธทาสชุบชีวิตข้าพเจ้า เพราะท่านทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจแน พ้นจากการทำลายชีวิตตอนเอง ตลอดจนพ้นทุกข์จากทุกสิ่ง ที่ข้าพเจ้าและทุกชีวิตไม่พึงปรารถนา ท่านทำให้ข้าพเจ้าได้พบแนวทางชีวิตที่ถูกต้อง กล่าวคือ มุ่งไปสู่ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าจึงบูชาท่านอย่างสูงสุดและจริงใจ บัดนี้  ข้าพเจ้าภาคภูมิใจอย่างเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมตามความหมายของคำๆนี้ และ ได้พบพระพุทธศาสนา ตรงกันข้าม หากข้าพเจ้าไม่ได้รับพบพระพุทธศาสนา หรือแนวทางชีวิตดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เสียชาติเกิด

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

 

      ถ้าเราเปิดหนังสือทุกเล่มที่เขียนกันในสมัยปัจจุบันอันว่าด้วย ต้นเหตุของการเกิดศาสนาแล้ว จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือนๆกัน ตรงกันที่ว่า คนป่าดั้งเดิมกลัวฟ้าผ่า ฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือความเข้าใจหรือความต้านทานของคนป่าเหล่านั้น และวิธีที่จะหลบหลีกอันตรายก็คือต้องแสดงอาการยอมแพ้หมอบกราบอ้อนวอนบูชา แล้วแต่คนฉลาดที่สุดในสมัยนั้น เห็นว่าตองทำตามที่ตนนึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ นี่นับว่า ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และมีการปฏิบัติไปตามความกลัว

คู่มือมนุษย์

พุทธทาสภิกขุ

ทำไมข้าพเจ้าจึงต้องพยายามเป็นมนุษย์ให้ได้

คนไม่มีศาสนา แม้ว่าบิดามารดาและบรรพบุรุษของข้าพเจ้า จะนับถือพุทธศาสนา เมื่อเยาว์วัยข้าพเจ้าก็เคยไปวัดทำบุญไหว้พระกับท่าน แต่ก็ไม่รู้ความหมายของการกระทำนั้นเลย แต่เมื่อข้าพเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าศาสนาไม่จำเป็นแก่คนเราเลย โดยคิดว่าคนเราหากมีเงินเพื่อซื้อหาสิ่งที่ตนปรารถนาก็เป้นการเพียงพอแล้ว และยังเห็นไปว่า หากไม่มีศาสนาเข้า จะเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่โดยไม่จำเป็นเลย ข้าพเจ้าจึงกลายเป็นคนไม่มีศาสนาอยู่ระยะหนึ่ง

คนเราเกิดมาทำไม ต่อมาข้าพ้เจ้าเกิดความคิดว่า คนเรานี้ไม่เห็นมีอะไร วันหนึ่งๆ เช้าขึ้นก็ กิน ทำงาน เที่ยวเตร่ เสพกาม นอน ซ้ำๆ ซากๆ ไม่เห็นมีแก่นสารอะไรเลย ถ้าเช่นนั้นคนเราเกิดมาทำไม ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่ ข้าพเจ้าตั้งปัญหาถามตนเองและปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่นว่า ชีวิตคืออะไร ทำอย่างไร จึงจะได้หรือพบสิ่งที่ชีวิตต้องการนั้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถตอบปัญหาชีวิตดังกล่าวได้

คู่มือมนุษยื ของท่านพุทธทาสภิกขุ ปลายปี พ.ศ. 2501 ข้าพเจ้าโชคดีอย่างประหลาดที่ได้พบหนังสือเล่มนี้ชื่อแปลกดี คู่มือมนุษย์ มนุษย์จำต้องมีคู่มือด้วยหรือ ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์หรือเปล่า ขณะนั้นข้าพเจ้าเข้าใจเอาง่ายๆ ว่า คนคือ มนายื มนุษย์ก็คือคน ไม่ต่างกัน ซึ่งความจริงต่างกันไกล ข้าพเจ้าได้อ่านเพียงจบแรก ข้าพเจ้าก็ได้แนวคำตอบในปัญหาชีวิตดังกล่าวเป็นแนวลางๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อได้อ่านเที่ยวต่อๆ ไป คำตอบในปัยหาชีวิตดังกล่าวก็กระจ่างขึ้นทุกที

คุณค่าของศาสนาหรือธรรมะ เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกา คู่มือมนุษยื และงานของท่านพุทธทาสภิกขุมาพอสมควรข้าพเจ้าจึงรู้ว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นอะไรก็บอกไม่ถูก แต่ก้เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน อยู่ 4 ประการ คือ รู้จักแต่เรื่องกลัว กินนอน เสพกาม และคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินตราและอุปกรณืให้ได้สิ่งดักล่าวเท่านั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาธรรมะ จึงทราบว่า ทรัพยืเป็นเพียงเครื่องนำมาซึ่งความปลื้มใจแบบชาวโลกเท่านั้น แต่ไม่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

มนุษย์คือใคร มนุษย์คือผู้มีใจสูง ชนิดที่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้เขาผู้มีใจสูงก็เป็นผู้ชนะทุกข์ หรือปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราจะควรได้นั้นก็คือ ความไม่มีทุกข์โดยเป็นมนุษยืให้สมบูรณ์นั่นเอง

ท่านพุทธทาสชุบชีวิตข้าพเจ้า เพราะท่านทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจแน พ้นจากการทำลายชีวิตตอนเอง ตลอดจนพ้นทุกข์จากทุกสิ่ง ที่ข้าพเจ้าและทุกชีวิตไม่พึงปรารถนา ท่านทำให้ข้าพเจ้าได้พบแนวทางชีวิตที่ถูกต้อง กล่าวคือ มุ่งไปสู่ความเป็นมนุษยืโดยสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าจึงบูชาท่านอย่างสูงสุดและจริงใจ บัดนี้  ข้าพเจ้าภาคภูมิใจอย่างเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมตามความหมายของคำๆนี้ และ ได้พบพระพุทธศาสนา ตรงกันข้าม หากข้าพเจ้าไม่ได้รับพบพระพุทธศาสนา หรือแนวทางชีวิตดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เสียชาติเกิด